เกมส์

รวมโปร

รวมรีวิว

ลงขายฟรี

วิธีสั่งซื้อ
ทางลัด
กำลังโหลดหน้าเพจ
พระศาสนจักรคาทอลิก แดนผู้ตาย

แดนผู้ตาย

แดนผู้ตาย

แดนผู้ตาย คือ สถานที่พักชั่วคราวของดวงวิญญาณ

แดนผู้ตาย หรือ แดนมรณา เป็นดินแดนของผู้ที่ยังไม่พร้อมที่จะเข้าสู่แผ่นดินสวรรค์ และแดนผู้ตายไม่ใช่นรก เมื่อพระเยซูคริสต์สิ้นพระชนม์แล้ว พระองค์เสด็จไปยังแดนผู้ตาย เหตุที่พระเยซูคริสต์ไปแดนผู้ตาย เพราะพระองค์สิ้นพระชนม์จากการน้อมรับบาปของมนุษย์ทั้งมวลไว้ที่พระองค์เอง ไม่ใช่เพราะพระองค์มีบาป เมื่อพระองค์ตายแล้ว จึงต้องไปแดนผู้ตายเหมือนมนุษย์ทุกคน

"พระจิตเจ้า ยังทรงนำพระองค์ไปประกาศความรอดพ้นแก่จิตที่ถูกจองจำ ในกาลก่อนจิตเหล่านั้นไม่ยอมเชื่อฟัง" (1 เปโตร 3:19-20)



ใครบ้างที่ไปแดนผู้ตาย

ผู้ที่ตายก่อนการสิ้นพระชนม์ของพระเยซูคริสต์ เช่น อาดัม,เอวา,อับราฮัม,ดาวิด ฯลฯ และ บรรดาผู้ที่ตายหลังการสิ้นพระชนม์ของพระเยซูคริสต์ไม่ว่าจะได้รับศีลล้างบาปหรือไม่ มี 3 กลุ่ม คือ
  1. ผู้ชอบธรรม เช่น เด็กที่ตายอย่างไร้เดียงสา, ผู้ที่ได้รับศีลล้างบาปและชำระวิญญาณให้บริสุทธิ์แล้ว ฯลฯ

  2. ผู้เกือบชอบธรรม เช่น ผู้ที่ได้รับศีลล้างบาปและมีบาปเบาติดวิญญาณ, ผู้ที่ปฏิบัติดีแต่ตายโดยไม่รู้จักพระเจ้า/ไม่ได้รับศีลล้างบาป, ผู้ที่ได้รับศีลล้างบาปแต่กระทำบาปมาทั้งชีวิต แต่วาระสุดท้ายเขาได้สละชีวิตตัวเองเพื่อผู้อื่น/สำนึกผิดในวาระสุดท้าย ฯลฯ

  3. ผู้ที่ไม่ชอบธรรม เช่น ฆ่าคนตาย, เล่นไสยศาสตร์ เวทมนตร์ ร่างทรง, มีชู้, ให้บริการทางเพศ, ผู้ที่ได้รับศีลล้างบาปแต่กระทำบาปมาทั้งชีวิต ฯลฯ




ในแดนผู้ตายมี 2 สถานที่ซึ่งมีสภาพจิตวิญญาณต่างกัน

ผู้ชอบธรรมจะได้อยู่ที่เมืองบรมสุขเกษม (ลูกา 16:22) และ ผู้ที่ไม่ชอบธรรมจะได้อยู่ที่สถานที่ลงโทษชั่วคราว (ลูกา 16:23) แต่ผู้ที่เกือบชอบธรรมที่ได้รับศีลล้างบาปแล้วจะได้สภาพพิเศษ ที่เรียกว่า "ไฟชำระ (Purgatory)"



แล้วไฟชำระ คือ สถานที่ใด

ไฟชำระไม่ใช่สถานที่ แต่เป็นสภาพวิญญาณของผู้เกือบชอบธรรมที่ร้อนรนในความรักอยากจะอยู่ใกล้พระเจ้าให้ได้มากที่สุด เพราะพวกเขามีจิตใจรักและศรัทธาในพระเป็นเจ้ามาโดยตลอด และตายลงโดยยังรักษาความสัมพันธ์ของเขากับพระเป็นเจ้าไว้ได้

ดังนั้น พวกเขาจะต้องชำระมลทินให้หมดไปในสภาพไฟชำระ (ใจร้อนรน) ตามพระวจนะที่ว่า "เราบอกความจริงแก่ท่านว่า ท่านจะออกจากคุกไม่ได้ จนกว่าท่านจะชำระหนี้จนเศษสตางค์สุดท้าย"(มัทธิว 5:26) และ การชำระผลงานที่ได้ทำมาทั้งชีวิตด้วยไฟ (1 โครินธ์ 3:13-15)

ดังนั้น จึงมีผู้ที่ได้รับศีลล้างบาปแล้วจำนวนมาก แต่ได้ทำบาปซึ่งไม่มีโทษหนักถึงนรก "ทุกคนที่โกรธเคืองพี่น้องจะต้องขึ้นศาล และ บาปแม้แต่นิดเดียวก็ต้องมีโทษปรับชดใช้" (มัทธิว 5:20-48) ซึ่งระยะเวลารับโทษก็แล้วแต่ความผิดบาปที่ได้กระทำ เหมือนการชดใช้หนี้ให้หมดก่อนได้เดินทางไปยังสวรรค์

พวกเขาจึงมีสภาพวิญญาณที่แตกต่างจากผู้ที่ไม่ชอบธรรม คือ ยังมีความหวังว่าสักวันหนึ่งจะได้เห็นพระพักตร์พระเจ้า แต่เพราะมลทินในบาปที่ติดตัวมา พวกเขาจะเข้าไปพบพระองค์ทั้งที่ยังไม่พร้อมไม่ได้



ผู้มีชีวิตอยู่จึงต้องช่วยผู้ที่อยู่ในไฟชำระ

พระศาสนจักรจึงตระหนักถึงความหมายที่พระเยซูคริสต์ต้องเสด็จไปยังแดนผู้ตาย และ ตระหนักถึงเรื่องราวที่ปรากฏในหนังสือสารบบที่สอง คือ 2 มัคคาบี

การถวายบูชาอุทิศแก่ผู้ล่วงลับ
(2 มัคคาบี 12:38-45)
คลิกที่นี่เพื่ออ่านบทเต็ม

ยูดาสรวบรวมกองทัพยกไปถึงเมืองอดุลลัม เมื่อสิ้นสัปดาห์ ชาวยิวก็ชำระตนตามประเพณีและถือวันสับบาโตที่นั่น วันรุ่งขึ้น เพราะความจำเป็นเร่งด่วน ยูดาสกับทหารไปเก็บศพของผู้ที่ถูกฆ่าในการรบ เพื่อนำไปฝังไว้กับญาติพี่น้องในที่ฝังศพของบรรพบุรุษ

แต่ในเสื้อของผู้ตายแต่ละคนเขาพบเครื่องราง (ดู ฉธบ 7:25ฯ)รูปเคารพที่นับถือกันที่เมืองยัมเนีย ซึ่งธรรมบัญญัติห้ามชาวยิวสวม จึงเห็นได้ชัดว่า เพราะเหตุนี้เองทหารเหล่านี้จึงถูกฆ่า

ดังนั้น ทุกคนถวายพระพรแด่องค์พระผู้เป็นเจ้าผู้ทรงตัดสินอย่างยุติธรรม และทรงเปิดเผยสิ่งที่ซ่อนไว้ เขาอธิษฐานภาวนาวอนขอพระเจ้าให้ทรงลบล้างบาปให้หมดสิ้น ยูดาสผู้ทรงศักดิ์เตือนบรรดาทหารให้รักษาตนให้พ้นจากบาป เขาทั้งหลายได้เห็นกับตาแล้วว่าเกิดอะไรขึ้นกับผู้ที่ตายเพราะได้ทำบาป

ยูดาสเรี่ยไรเงินจากทหารแต่ละคน ได้เงินจำนวนสองพันเหรียญดรักมา ส่งไปกรุงเยรูซาเล็มเพื่อจัดให้มีการถวายบูชาชดเชยบาป นับว่าเป็นการกระทำที่งดงามและน่ายกย่อง โดยคำนึงถึงการกลับคืนชีพของผู้ตาย

เพราะถ้าเขาไม่มีความหวังว่าผู้ตายจะกลับคืนชีพ การอธิษฐานภาวนาเพื่อผู้ตายคงไม่มีประโยชน์และไร้ความหมาย แต่ถ้าเขาทำไปเพราะคิดว่าผู้ที่ตายขณะที่ยังเลื่อมใสต่อพระเจ้าจะได้รับบำเหน็จรางวัลงดงาม ก็เป็นความคิดที่ดีและศักดิ์สิทธิ์ เขาสั่งให้ถวายเครื่องบูชาชดเชยบาปของผู้ตาย เพื่อจะได้พ้นจากบาป



ผู้ที่พ้นจากไฟชำระแล้วไปไหน

ผู้ที่พ้นจากไฟชำระแล้วจะไปยังเมืองบรมสุขเกษม (Paradise หรือ อ้อมกอดของอับราฮัม) อยู่ร่วมกับดวงวิญญาณของผู้ชอบธรรม ซึ่งยังคงอยู่ในแดนผู้ตาย (Sheol) แต่อยู่ในสภาพที่ไม่ทนทุกข์เพราะเป็นผู้ชอบธรรม (ใช้หนี้หมดแล้ว) ผู้ชอบธรรมจะมีสภาพวิญญาณที่เป็นสุข และ มองเห็นอาณาจักรสวรรค์อยู่เหนือขึ้นไปอีกแค่นิดเดียว แต่ก็ยังเข้าสวรรค์ไม่ได้ เพราะกายเนื้อพวกเขายังหลับอยู่ จึงต้องคอยการพิพากษาในวันสุดท้าย เพื่อคืนชีพกายเนื้อไปรวมกับจิตวิญญาณอยู่ในสวรรค์อย่างครบถ้วน (1 เธสะโลนิกา 4:16-17)



แต่ผู้ที่พ้นจากแดนผู้ตายและอยู่ในสวรรค์แล้วก็มี

เพราะพระเจ้ามิใช่พระเจ้าของผู้ตาย แต่เป็นพระเจ้าของผู้เป็น ผู้ที่ปรากฏในขณะที่พระเยซูคริสต์สำแดงพระองค์ที่ภูเขาทาบอร์ คือ โมเสสและเอลียาห์ ดังที่ปรากฏในพระคัมภีร์ว่า "แล้วพระวรกายของพระองค์ก็เปลี่ยนไปต่อหน้าเขา พระพักตร์ก็เปล่งรัศมีดุจดวงอาทิตย์ ฉลองพระองค์กลับมีสีขาวดุจแสงสว่าง โมเสสและประกาศกเอลียาห์สำแดงตนสนทนาอยู่กับพระองค์" มัทธิว 17:2-3 และ "ส่วนเรื่องผู้ตายกลับคืนชีพ ท่านไม่ได้อ่านพระวาจาที่พระเจ้าตรัสแก่ท่านหรือว่า เราคือพระเจ้าของอับราฮัม พระเจ้าของอิสอัค และ พระเจ้าของยาโคบ พระองค์มิใช่พระเจ้าของผู้ตาย แต่เป็นพระเจ้าของผู้เป็น" มัทธิว 22:31-32

โมเสสเสียชีวิตลงก่อนการสิ้นพระชนม์ของพระเยซูคริสต์ แต่จิตวิญญาณของโมเสสได้พ้นจากแดนผู้ตายไปแล้ว และ เอลียาห์ไม่ได้เสียชีวิต แต่ถูกพระเจ้ารับขึ้นไปทั้งเป็น ซึ่งหมายความว่า ไม่จำเป็นต้องตายก่อนเสมอไปจึงจะได้ไปสวรรค์ได้ ซึ่งเหตุการณ์นี้ก็จะเกิดขึ้นอีกครั้งเมื่อแตรสุดท้ายสิ้นสุดลง "ฟังเถิด ข้าพเจ้าจะบอกข้อล้ำลึกแก่ท่าน คือเราจะไม่ล่วงลับกันทั้งหมด แต่พวกเราทั้งหมดจะได้รับการเปลี่ยนแปลง ชั่วแวบเดียวในพริบตาเดียว เมื่อเป่าแตรครั้งสุดท้าย เพราะเสียงแตรจะดังขึ้น คนตายจะถูกทำให้เป็นขึ้นแบบไม่เสื่อมสลายและเราจะได้รับการเปลี่ยนแปลง" 1 โครินธ์ 15:51-52



บทสรุป

พระศาสนจักรคาทอลิก คือ ความสัมพันธ์ของจิตวิญญาณอย่างบริบูรณ์จาก 3 ดินแดน คือ อาณาจักรสวรรค์, แผ่นดินโลก, แดนผู้ตาย ซึ่งล้วนแต่เป็นดินแดนที่องค์พระผู้เป็นเจ้าเสด็จไปทั้งสิ้น การประกาศทุกข้อความเชื่อของพระศาสนจักรคาทอลิกได้รับสิทธิ์อำนาจอย่างครบครัน และ ความรอดไม่ได้ถูกจำกัดไว้ถึงแค่แผ่นดินโลก แต่ยังไปถึงดินแดนผู้ตายอีกด้วย

ถ้อยคำในพระคัมภีร์ในบางคำที่แม้จะดูคลุมเครือในการตีความหรือเข้าใจ แต่หากใช้ความเชื่ออย่างสุดจิตใจ ด้วยทั้งกายและวิญญาณ จนเป็นที่พอพระทัยแก่พระองค์แล้ว ก็ไม่มีสิ่งใดที่จะเป็นไปไม่ได้ มีผู้กล่าวว่า "ความรักมั่นคงของพระเจ้าไม่เคยยั้งหยุด พระเมตตาคุณหลั่งลงมาอยู่เสมอ" และด้วยพลังของความเชื่อนี้เอง จะไม่มีสิ่งใดกั้นขวางพระเมตตาคุณของพระเจ้าได้เลย

"หญิงเอ๋ย ความเชื่อของเจ้ายิ่งใหญ่ จงเป็นไปตามที่เจ้าปรารถนาเถิด" มัทธิว 15:28

pray