เกมส์

รวมโปร

รวมรีวิว

ลงขายฟรี

วิธีสั่งซื้อ
ทางลัด
กำลังโหลดหน้าเพจ
intro reward
ธุรกิจพี่น้องคริสตัง
มานูก้า อพาร์ทเมนต์ ห้องพักราคาประหยัด รามคำแหง 52 ใกล้รถไฟฟ้า
S-ERUM สบู่เซรัมสารสกัดเขากวางเพื่อดูแลผิวหน้าที่ดีที่สุดกว่า 25 ปี
iizziistudio อิซซี่ สตูดิโอ รับออกแบบเว็บไซต์และกราฟฟิกเพื่อการประชาสัมพันธ์
Leo กราฟฟิคดีไซน์ รับออกแบบงานกราฟฟิค สื่อสิ่งพิมพ์ ทุกประเภท
รับสอนภาษาไทยสำหรับชาวต่างชาติ
Larna House บริการสั่งทำเค้กออนไลน์ในแบบที่คุณต้องการ ด้วยประสบการณ์ 20 กว่าปี
Pop Me Crazy ไอศกรีมโฮมเมดกล้วยหอมเคลือบชอคโกแลตเบลเยี่ยม
พระเยซูคริสต์ทรงรักษาโรคของผม (นายแทมเว็บมาสเตอร์)

พระเยซูคริสต์ทรงรักษาโรคของผม (นายแทมเว็บมาสเตอร์)

วันจันทร์ที่ 11 มกราคม 2564 เวลา 20:00 น.
อ่านเรื่องที่เกี่ยวข้องด้วยป้ายแทค :

แชร์ 19 แชร์ 18 แชร์ 18

แจ้งรายงานบทความ

ชีวิตที่เติบโต

ขาอ่อนแรงจนเดินระยะไกลไม่ได้

ก่อนหน้านี้ประมาณ 5 ปี ผมมีอาการปวดหลัง ปวดเมื่อยขาทั้ง 2 ข้างอยู่เป็นระยะ ต้องพึ่งหมอนวดแผนโบราณอยู่เสมอ จะต้องไปนวดประมาณ 2 สัปดาห์ / ครั้ง ประมาณ 2-3 ชั่วโมงต่อครั้ง  อาการก็พอทุเลาและนอนหลับได้ แต่ก็จะกลับมาเป็นและต้องไปนวดอีกอยู่เสมอ

จนกระทั่งเมื่อกลางปี 2553 ผมเริ่มมีอาการอ่อนแรงที่หน้าขาทั้ง 2 ข้างครับ เวลาเดินจะก้าวเดินได้ประมาณแค่ 5 นาที จะมีอาการปวดตื้อ ๆ และอ่อนแรงตามมา จนต้องหยุดพักและถึงจะเดินต่อไปได้ และอาการก็มีมากขึ้นเรื่อย ๆ จนวิธีการนวดพอช่วยไปได้แค่ 3-4 วันเท่านั้น

 

 

 

โลกดับวูบเมื่อรู้สาเหตุของขาอ่อนแรง

ผมตัดสินใจไปพบแพทย์เฉพาะทางจนได้รับการตรวจด้วยเครื่อง MRI (แสกนร่างกายด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า) ที่โรงพยาบาลมหาราชเชียงใหม่ พบว่า มีก้อนเนื้องอกอยู่ภายในท่อไขกระดูกสันหลังคู่ L5 ขนาดใหญ่ประมาณ 2.8 เซ็นติเมตร และ ผลการตรวจจากภาควิชาเวชศาสตร์ฟื้นฟู คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ โดย พญ. เพชรไพลิน  พงษ์บริบูรณ์ พบว่า เส้นประสาทที่ไปเลี้ยงเท้าถูกทำลายด้วยเนื้องอกไปเบียดแล้วประมาณ 90% เป็นผลให้การบังคับเท้าและการเดินผิดปกติอย่างมาก

นายแทม ดอทคอมแพทย์ผู้ให้การรักษาผม (นพ.ชุมพล เจตจำนงค์) ได้แนะนำให้ผ่าตัดเอาเนื้องอกออกมาเพื่อหยุดการทำลายเส้นประสาท และจะนำเนื้องอกไปตรวจหาเซลล์มะเร็งต่อไป โดยขั้นตอนผ่าตัด คือ เปิดท่อกระดูกไขสันหลังทิ้ง (ไม่สามารถนำกระดูกมาต่อติดเหมือนเดิมได้) เมื่อตัดเนื้องอกออกมาแล้ว จะใช้เหล็กปิดทับแทนกระดูกไว้ตลอดชีวิต ผลข้างเคียงจากการผ่าตัด อาจทำให้ผมสูญเสียเท้าข้างซ้ายไป ทำให้การเดินจะเหมือนการเดินลากเท้าไปตลอดชีวิต อีกทั้งไม่สามารถขับรถยนต์ที่ต้องใช้เท้าซ้ายควบคุมคลัทช์ได้ (ผมขับรถยนต์ที่ต้องใช้เท้าซ้ายเหยียบคลัทช์) โดยกำหนดวันผ่าตัดไว้เมื่อวันที่ 31 มกราคม 2554 ที่ผ่านมา

หลังจากได้รับข้อมูลทั้งหมดแล้ว ในนาทีนั้น แม้ผมจะไม่ร้องไห้ฟูมฟายปางตาย แต่หัวสมองมันเหมือนโลกของผมถูกเหวี่ยงและซัดให้ชีวิตของผมล้มทรุดลงกับพื้นทันที เพราะชีวิตก่อนที่จะรู้เกี่ยวกับเนื้องอกภายในตัวก็ไม่ได้ดีอะไรมาก สภาพการเงินก็ทรงตัวพอแก้ปัญหาไปได้ แต่เมื่อค่าใช้จ่ายในการผ่าตัดและหลังผ่าตัดรักษาตัวจำนวนหลายแสนบาท (ผมคิดไปถึงการเปลี่ยนระบบรถให้เป็นเกียร์ออโต้เมติกด้วย) และ ธุรกิจอีกหลายอย่างที่เพิ่งจะก่อร่างปักอยู่บนเลนโคลนก็ยังอ่อนแออยู่ซึ่งต้องใช้เงินจำนวนมากในการจัดการธุรกิจ อีกทั้งผมก็อยู่กับพ่อที่อายุมากแล้ว คงไม่มีพลังมากพอจะมารับผิดชอบผมช่วงนอนพักฟื้น

คำถามที่งมหาคำตอบไม่เจอกลายเป็นโจทย์เร่งด่วนที่ผมต้องหาทางออกให้เร็วที่สุด ในขณะที่โจทย์เก่าที่ต้องแบกรับภาระการเงินมากมายในชีวิตประจำวันก็มีมากมายอยู่แล้ว  แม้จะพยายามอธิษฐานอย่างไรก็ตาม ผมก็ยังคงนอนไม่ค่อยหลับ เครียด และกังวลกับเงินจำนวนมากที่ต้องใช้ จนร่างกายก็ซูบผอมลงไป สิ่งเหล่านี้ทำให้ผมถึงกับเป็นบ้า และทุกคืนวันต้องผ่านไปอย่างแสนทรมาน

 

 

เมื่อเวลาเหมาะสมพระเยซูคริสต์ทรงส่งสัญญาณแห่งการช่วยรักษา

จนกระทั่งวันหนึ่งในช่วงเดือนธันวาคม 2553 พระเยซูเจ้าได้ส่งสัญญาณพระเมตตาผ่านพี่เจริญ (สมาชิกคณะวินเซนต์เดอปอล) ว่า จะมีการรักษาโรคโดยพระคุณเจ้า พระสังฆราชโยเซฟ ประธาน ศรีดารุณศีล ประมุขสังฆมณฑลสุราษฎร์ธานี ที่วัดนักบุญยอแซฟกรรมกร อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่

วันจันทร์ที่ 20 ธันวาคม 2553 เวลา 15.00 น.  ผมนั่งอยู่ในพิธีรับการรักษาโรคโดยฤทธิ์เดชพระจิต  หลังจากที่พระคุณเจ้าประธาน ได้สวดภาวนาขับไล่ผีและจิตวิญญาณชั่วออกไปจากผู้เข้าร่วม และจากสถานที่ใกล้เคียงแล้ว ได้ทูลขอการเทหลั่งของพระจิตเจ้าลงจากฟ้าสวรรค์ เพื่อรักษาผู้เจ็บป่วยทั้งทางกายและใจจำนวนมากในวันนั้น (ซึ่งผู้ที่รักษาหายแล้ว ก็นำญาติมาร่วมรับการรักษาด้วย)

เมื่อผมได้ยืนอยู่ต่อหน้าพระแท่นบูชาแล้ว พระคุณเจ้าประธาน ได้เจิมหน้าผากของผมด้วยน้ำมันคริสมา (น้ำมันสำหรับเจิมรักษาผู้ป่วย) ท่านก็เริ่มปรกวางมือที่หน้าผากของผม ในขณะที่ผมก็ได้สวดภาวนาบทวันทามารีอาไปพร้อมกันด้วย เวลาผ่านไปเพียงสักครู่ พระเมตตาแห่งองค์พระเยซูเจ้าทรงแสดงผ่านจิตวิญญาญบริสุทธิ์ของพระจิตเจ้า พระองค์ทรงแตะต้องผมในทันที !!

ผมรู้สึกอุ่นขึ้นบริเวณหน้าผาก และเริ่มร้อนผ่าวเหมือนมีไฟมาลนอยู่บริเวณหน้าผาก ด้วยความตกใจ ผมจึงหยุดสวดภาวนาและรีบลืมตาขึ้นมาดูว่า มีอะไรผิดปกติตรงหน้าหรือไม่ ?  ก็ยังคงเห็นพระคุณเจ้าประธาน ตั้งใจสวดภาวนาเพื่อผมเหมือนเดิม และไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น

ความร้อนจากหน้าผากได้เคลื่อนไหลลงสู่คอ บ่า หลัง จนถึงเท้าของผม และวิ่งไหลกลับย้อนขึ้นมาจนถึงหน้าผากและเย็นลง และความร้อนนี้ก็กลับมาปะทะที่หน้าผากผมอีกครั้ง ในช่วงจังหวะที่ความร้อนปะทะที่หน้าผากนี้ ทำให้ร่างกายผมเอนเซไปข้างหลัง แต่ด้วยที่ผมยังมีสติอยู่ ก็พยายามจะประคองร่างกายให้ยืนตรงเหมือนเดิม

แต่ความหนักหน่วงของพลังความร้อนที่ปะทะนั้นแรงขึ้นทุกครั้ง จนผมมั่นใจในตอนนั้นว่า ผมไม่ไหวแล้ว มันเซไปหน้าหลังแรงขึ้นเรื่อย ๆ  จนกระทั่งได้ยินเสียงกระซิบบอกที่หูของผมว่า "อย่าฝืนพระจิตเจ้า" ผมก็หยุดความพยายามที่จะประครองตัวให้ยืนตรง หลับตาลงและดำดิ่งลงสู่การสวดภาวนา ก่อนจะรู้สึกว่า ร่างกายสั่นสะท้านจนมือที่พนมสวดนั้นสั่นแรง ขาแข้งและร่างกายก็อ่อนเปลี้ย เหมือนเรี่ยวแรงหายไปจากร่างกายโดยสิ้นเชิง .. แล้วผมก็วูบลงไป

ผมกลับมามีสติพอรู้ตัวอีกครั้ง โดยที่ตัวเองยังไม่ได้ลืมตา ก็พอรู้ว่า ตัวผมเองกำลังนอนอยู่และร่างกายก็สั่นสะท้านกลายเป็นหนาวสั่นอย่างทรมาน ผมพยายามจะลืมตา และมือพยายามจะดันตัวเองขึ้น แต่ก็พบว่า ตาถูกปิดสนิทและมือก็ถูกติดตรึงไว้ในลักษณะพนมมือ ส่วนหูนั้นได้ยินเสียงสวดภาวนาและบทเพลง  ยิ่งผมพยายามเท่าไหร่ ร่างกายก็สั่นสะท้านมากขึ้นเท่านั้น ผมจึงละความพยายามทั้งหมด และทำได้แค่เพียง หายใจและฟังเสียงสวดภาวนาอยู่เงียบ ๆ

เวลาผ่านไปนานเท่าไหร่ไม่อาจจดจำได้ ผมรู้สึกว่าร่างกายหยุดสั่น ความหนาวเย็นเริ่มผ่อนคลายกลายเป็นความอุ่น และผมเริ่มลืมตาได้แล้ว แต่มือทั้งสองข้างยังคงแกะไม่ออก ผมมองเห็นเพดานของวัด เห็นผู้คนในวัดที่ก้มหน้าสวดภาวนา หูได้ยินทุกสิ่งรอบข้าง ผมนอนอยู่เงียบ ๆ อย่างนั้น มองไปมา สักพักหนึ่งผมพยายามแกะมือออก ก็ดึงมือออกได้ และพยายามลุกขึ้น แต่เรี่ยวแรงยังมีไม่มาก จึงยกตัวขึ้นนั่งอยู่สักพัก และอีกสักครู่ก็ค่อย ๆ ลุกขึ้น โดยมีผู้คนมาช่วยพยุงผมขึ้นและพาเดินกลับไปที่นั่ง

แม้วันนั้นจะไม่มีน้ำตาไหลจากตาผมสักหยด แต่ผมเชื่อมั่นเกิน 100% ว่า พระเยซูคริสต์เจ้าทรงรับผมเป็นคนไข้ไว้ในการรักษาของพระองค์  พระองค์ทรงแตะต้องผมด้วยพระเมตตาสงสาร ผมรู้สึกดีขึ้นมาก ความปวดเมื่อยขาหายไป ผมรู้สึกตัวเบาหวิว แต่ผมก็ยังไม่ได้เดินเป็นระยะทางไกล ๆ หรือ นานกว่าที่เคยทำ

 

ขอบคุณพระเยซูคริสต์เจ้า ผมสามารถปั่นจักรยานได้ !

ผ่านมาหลังจากวันนั้นเพียง 5 วัน ผมบินจากเชียงใหม่ เพื่อไปฉลองมหาบูชามิสซาวันพระคริสตสมภพ 25 ธันวาคม 2553 ที่วัดแม่พระฟาติมา (กรุงเทพ) ผมได้รับศีลแก้บาป และ รับศีลมหาสนิทในคืนฉลองนั้น

วันอาทิตย์ที่ 26 ธันวาคม 2553 ผมตัดสินใจไปเที่ยวเกาะเกร็ด จ.นนทบุรีเพียงคนเดียว ผมเดินทางด้วยรถโดยสารทั้งหมด ผมพบว่า ผมสามารถเดินจากหน้าเมเจอร์ไปยังโลตัสที่เป็นจุดขึ้นรถสามล้อได้โดยที่ไม่ปวดขา หรือ อ่อนแรงที่ขาทั้ง 2 ข้างแต่อย่างใด และ ยังสามารถเดินเที่ยวเล่นในเกาะเกร็ดอย่างไม่เหน็ดเหนื่อย หรือ อ่อนแรง อย่างที่เป็นมา

วันจันทร์ที่ 27 ธันวาคม 2553 ผมตัดสินใจไปเที่ยวเมืองโบราณ จ.สมุทรปราการเพียงคนเดียว เช่นเคย ผมเดินทางด้วยการเดินและรถโดยสาร ปอ. 145  เมื่อถึงเมืองโบราณ ผมต้องใช้จักรยานเพื่อปั่นเที่ยวชมเมืองในพื้นที่ 800 กว่าไร่ ผมเริ่มปั่นจักรยานแวะเที่ยวชมทีละจุดตั้งแต่เวลา 11.30 น. ผมสนุกกับการแวะชมทุกจุดในเมืองโบราณมาก ผมปั่นจักรยานทั้งวัน และยังเดินขึ้นปราสาทเขาพระวิหารซึ่งสูงและเป็นทางชัน  ผมออกจากเมืองโบราณเวลา 18.00 น. (ซึ่งเป็นเวลาปิด) ในเวลาทั้งวัน ผมใช้เวลาสนุกและมีความสุขไปกับการเดินและปั่นจักรยาน โดยที่ไม่มีอาการปวดร้าวลงขาและอ่อนแรงที่หน้าขาเลย แม้แต่น้อย

 

มากไปกว่านั้น .. พระเยซูคริสต์ทรงตอบคำขอไปเที่ยวต่างประเทศ !

ก่อนหน้าที่จะมีอาการขาอ่อนแรง และตรวจพบว่ามีเนื้องอกในท่อกระดูกไขสันหลัง  ผมได้วางแผนที่จะไปเที่ยวประเทศฮ่องกงครับ  แต่เมื่อได้รู้ว่าตัวเองจะต้องผ่าตัด ก็ลังเลที่จะยกเลิกแผนการท่องเที่ยวนี้ดีหรือไม่ จนกระทั่งก่อนที่จะได้รับการรักษาจากพระจิดเจ้าผ่านองค์พระเยซูคริสต์เพียง 1-2 วัน  ผมตอบในใจตัวเองว่า หากจะต้องเสียเท้าไปตลอดชีวิต ผมขอให้ได้ไปเที่ยวต่างประเทศอีกสักครั้ง และผมก็ตัดสินใจจองตั๋วเครื่องบินและโรงแรมในฮ่องกงทันที

หลังจากได้รับการรักษาจากพระจิตเจ้าแล้ว อาการก็ดีขึ้นเป็นลำดับ แต่ในใจตามประสามนุษย์ผู้อ่อนแอและมีความเชื่อสั่นคลอนบ้าง ก็วิตกในใจว่า จะมีอาการรุนแรงเกิดขึ้นกะทันหันก่อนจะเดินทางไปฮ่องกงหรือไม่ แต่ก็พยายามยกความวิตกกังวลใจนี้ให้อยู่ในพระญาณสอดส่องและน้ำพระทัยของพระเยซูคริสต์

19 มกราคม 2554 ผมก็ได้ไปเหยียบแผ่นดินฮ่องกงดั่งที่ตั้งใจไว้ ผมได้เดินและเที่ยวหลายแห่งในฮ่องกง ผมเดินมากเป็นพิเศษ ตั้งแต่ย่านมงก๊ก ไปจอร์แดน ไปอ่าววิคตอเรีย และยังกลับมาเดินชอปปิ้งที่ถนนนาธาน ตั้งแต่เวลา 12.00 จนถึง 23.00 น.

20 มกราคม 2554 ผมไปเที่ยวดิสนีย์แลนด์ ตั้งแต่ 11.00 น. และเป็นสถานที่ ที่ต้องเดินเที่ยวตลอดในพื้นที่ จนกระทั่งดิสนีย์แลนด์ปิดประมาณ 19.30 น. ผมก็เดินกลับออกมาเพื่อขึ้น MRT ไปยังห้างสรรพสินค้าซิตี้เกต จู่ ๆ อาการเจ็บฝ่าเท้าก็เกิดขึ้นอย่างกะทันหัน ผมปวดมากจนน้ำตาไหล แต่ก็ยังฝืนตัวเองเพื่อไปซิตี้เกต และในใจตอนนั้นก็คิดไปว่า คงต้องเข้าผ่าตัดวันที่ 31 มกราคม 2554 นี้ แล้วหละ .. เจ็บมากขนาดนี้ไม่หายแน่นอน

ระหว่างทางกว่าจะถึงโรงแรมที่พักที่ย่านมงก๊ก ผมสามารถก้าวเท้าได้ไม่ถึงครึ่งไม้บรรทัด (15 เซนติเมตร) ฝ่าเท้าซ้ายที่เจ็บร้าว ทำให้ผมต้องพยุงตัวเองเดินด้วยขาขวา และแค่ไม่กี่ก้าว อาการอ่อนแรงที่หน้าขาและต้นขาขวาก็เกิดขึ้นในทันทีทันใด ผมแทบทรุดลงไปกับพื้น แต่พยายามฝืนไว้

เช่นนั้น, เวลาที่ใช้ในการเดินทางกลับไปโรงแรมครั้งนี้จึงยาวนานมาก จากสถานี MRT มงก๊ก มายังโรงแรมที่พัก ในสภาพคนปกติใช้เวลาเดินไปเรื่อย ๆ แค่ 10 นาทีเท่านั้น แต่ในคืนนั้นทุกก้าวของผมเต็มไปด้วยความเจ็บปวดที่ฝ่าเท้าซ้ายอย่างแสนสาหัส และขาขวาที่แทบจะไม่มีแรงก้าว ผมบอกตัวเองว่า 'พระเจ้ามอบความเจ็บปวดเป็นของขวัญมาให้ ผมจะไม่บ่นหรือต่อว่าพระเยซูคริสต์ และผมจะเดินไปถึงโรงแรมและนอนหลับอย่างสบายแน่นอน ด้วยพลังจากพระองค์'

ผมค่อย ๆ ก้าวเดินไปทีละคืบ หลายคนมองผมด้วยความสงสัย ผมใช้เวลาเดินประมาณราว ๆ 30 นาที ก็มาถึงโรงแรมครับ และในคืนนั้น ผมกลับหลับสนิทมากไม่มีอาการปวดเท้าแต่อย่างใด

21 มกราคม 2554 คือ วันเดินทางกลับประเทศไทยและตามแผนจะต้องไปเที่ยวนองปิงเพื่อชมพระพุทธรูปขนาดใหญ่ โดยต้องนั่งกระเช้าขึ้นไป  และเมื่อตื่นตอนเช้าก็พบว่า อาการปวดทุเลาลงไป แต่ก็ยังปวดแปร๊บ ๆ เป็นบางจังหวะ แต่ขาขวาไม่มีอาการอ่อนแรงอีกแล้ว

ในที่สุดผมก็ยังได้ไปเที่ยวนองปิง แต่ไม่สามารถเดินขึ้นบันไดไปชมพระใหญ่นองปิงได้ ได้แต่ยืนอยู่ตรงบันไดทางขึ้น .. แม้จะเจ็บปวดที่เท้า แต่ผมก็ยังคงมีความสุขและในทุกก้าวผมขอบคุณพระเยซูคริสต์ ไม่ว่าจะดีหรือร้าย ผมมั่นใจเสมอว่า 'พระองค์ไม่เคยละทิ้งน้องของพระองค์' สำหรับผมแล้ว, พระเยซูคริสต์เป็นทั้งพ่อที่อบอุ่น เป็นทั้งพี่ชายที่ใจดี และเป็นเพื่อนที่แสนดีครบครัน

นายแทม ดอทคอม

นายแทม ดอทคอม

นายแทม ดอทคอม

นายแทม ดอทคอม

 

อาการทั้งหมดหายภายใน 3 วัน

หลังจากกลับมาถึงประเทศไทย ผมยังอยู่ในกรุงเทพอีก 2 วัน และยังคงเดินทางในกรุงเทพฯ ด้วยการเดิน โดยก้าวเท้าได้ยาวขึ้นและเร็วขึ้น ในขณะที่อาการปวดร้าวฝ่าเท้าก็น้อยลงไปเรื่อย ๆ และเมื่อกลับมาถึงบ้านที่เชียงใหม่แล้ว ตื่นเช้าขึ้นมาอีกวันอาการที่ฝ่าเท้าก็หายไปหมดสิ้นครับ

 

พระเยซูคริสต์ทรงส่งสัญญาณยกเลิกการผ่าตัด

อีกเพียง 7 วัน ผมก็จะต้องเข้ารับการผ่าตัด ในขณะที่เท้าหายเจ็บ และขาไม่อ่อนแรงอีกต่อไป ผมสามารถเดินเร็ว ๆ ได้ เดินได้ไกลเท่าที่ใจต้องการ ในระหว่างวันบ่อยครั้ง ผมตั้งใจและทำทุกอย่างเพื่อให้พร้อมรับการผ่าตัด แต่มันก็เหมือนไปไม่ถึงไหนเลย

ในขณะที่ก่อนหน้านั้น ผมได้รับแต่ข้อมูลว่า คนไข้ผ่าตัดแล้วจะดีขึ้น เท้าอาจฝึกใช้งานและการเดินได้ ไม่ต้องวิตกกังวล  แต่ในช่วง 7 วันสุดท้ายก่อนผ่าตัด มีโทรศัพท์หาผมหลายคนว่า อย่าผ่าตัดเลย ปล่อยไว้อย่างนี้แหละดีแล้ว หาทางรักษาด้วยวิธีการอื่นเอา

สิ่งที่ทำให้ผมเห็นด้วยกับการไม่เข้ารับการผ่าตัด คือ หลังจากผมกลับมาถึงประเทศไทย ไม่มีลูกค้ารายใหม่เข้ามาเลย เว็บไซต์ก็มีปัญหามากมาย  รถยนต์เสียอย่างไม่มีสาเหตุ คนที่เคยเตรียมไว้เพื่อจะให้ช่วยดูแลงานต่อก็ไม่พร้อมกะทันหัน

ผมวิตกกังวลมากขึ้นเกี่ยวกับรายได้ในระหว่างการพักฟื้น หากผมต้องพักฟื้นนาน สิ่งต่าง ๆ จะแย่และเลวร้ายยิ่งกว่าเดิม แต่ก็วางใจในพระเยซูคริสต์ จนกระทั่ง 2 วันก่อนการผ่าตัด ผมตัดสินใจที่จะไม่ผ่าตัดครับ

 

ผมยังอยู่ได้และเดินได้ตามปกติ

ผ่านจากวันนั้นจนวันนี้ ก็ 2 เดือนแล้ว ที่ผมไม่มีอาการปวดร้าวลงขาแปร๊บ ๆ และ ขาอ่อนแรงอีก แต่มีบ้างที่มีอาการปวดเมื่อยเล็กน้อย เปลี่ยนอริยาบถ หรือ พักผ่อนสักครู่ก็หายดี ผมได้รับพระพรเพิ่มเติมอีกหลายอย่าง ที่ทำให้ผมคลายวิตกกังวลไปได้ รถยนต์กลับมาใช้ได้โดยไม่ได้ไปซ่อมแต่อย่างใด, เว็บไซต์ได้รับการแก้ไขอย่างรวดเร็วและง่ายดาย, ผมมีรายได้พอเลี้ยงตัวเองได้เหมือนเดิม

หากจะถามผมว่า หายจริงไหม ? พระเยซูคริสต์รักษาได้จริง ๆ หรือ ?  ผมตอบได้ชัดเจนว่า คำตอบนั้นไม่สำคัญอีกต่อไปแล้วครับ

เหตุเพราะร่างกายของมนุษย์ไม่อมตะ ต้องกลับกลายเป็นธุลีดินดั่งเช่นที่พระองค์ทรงสร้างไว้เป็นปฐมเหตุของเผ่าพันธุ์มนุษย์ สิ่งสำคัญสำหรับผม จึงไม่ใช่การพยายามรักษาชีวิตของตนเองไว้ เพื่อจะอยู่บนโลกนี้ให้ยาวนานเท่านาน เพราะผมได้เรียนรู้จักความรักของพระองค์ในขณะที่ผมยังหายใจอยู่ต่างหาก นั่นคือสิ่งสำคัญ

เนื้องอกในร่างกายของผมจะยังอยู่ หรือ หายไปแล้ว ผมไม่ใส่ใจอีกต่อไป ความเจ็บปวดเล็กน้อยที่ผมได้รับในทุกวันนี้ ผมขอขอบคุณพระเยซูคริสต์ พระองค์มอบของขวัญอันล้ำค่านี้ให้ผมเพื่อไม่หลงระเริงไปกับโลกมากกว่าที่พระองค์อนุญาต เหตุเพราะพระองค์จัดเตรียมสิ่งต่างๆ มากมายตามที่ผมทูลขอไว้เกือบทั้งหมดแล้ว และเมื่อถึงเวลาพระองค์จะทรงอนุญาตให้ความตายได้มาเก็บเกี่ยวเถ้าธุลีดินของผมกลับไปเป็นของโลก และทรงนำจิตวิญญาณของผมไปยังที่ที่พระองค์เห็นสมควร

 

ของขวัญชิ้นสุดท้าย ?

หากจะนับว่าพระเยซูคริสต์ ผู้ทรงมากล้นด้วยพระกรุณามากมายได้ให้อะไรผมบ้าง ตลอดชีวิต 35 ปีของผมนั้น เท่าที่ผมจำความหลัก ๆ ตามเหตุการณ์ของช่วงชีวิตได้ ก็จะมีดังนี้ครับ

1) พระเยซูทรงเลือกทางให้ผมได้มีคำว่า 'ครอบครัว' นับแต่วันที่ผมเกิด แทนที่จะให้ผมต้องอยู่กับผู้ให้กำเนิดผม

2) พระเยซูทรงให้ผมได้เรียนโรงเรียนที่ดีที่สุดของเชียงใหม่ เพื่อให้ผมได้รู้จักกับพระเยซูมากขึ้น

3) พระเยซูทรงเจิมผมให้รู้จักและรักพระเยซูในขณะที่อายุเพียง 9 ขวบด้วยพระเยซูเอง

4) พระเยซูทรงตอบคำขอให้ผมได้เรียนต่อ ม.4 ในโรงเรียนเดิม ทั้งที่ไร้ความสามารถแต่กลับสอบติดเป็นอันดับที่ 2

5) พระเยซูทรงตอบคำขอและให้ผมได้เรียนในจุฬาฯ ทั้งที่ผมได้คะแนนต้น ๆ ของพรีโควต้า มช. เท่านั้น

6) พระเยซูทรงให้ผมได้เลือกที่จะเป็นคริสเตียน หรือ คริสตัง อย่างสมัครใจ ทำให้ผมไม่คิดแบ่งแยกนิกายอีกต่อไป

7) พระเยซูทรงปล่อยให้ผมเรียนรู้กับยาเสพติดและดึงผมกลับมาโดยที่ผมไม่ได้เสียอะไรเลย

8) พระเยซูทรงปกป้องผมจากอุบัติเหตุที่ต้องตายหลายครั้ง ทั้งที่ไม่มีทางหลีกเลี่ยงได้

9) พระเยซูทรงปกป้องผมจากโรคเอดส์ ทั้งที่ผมและเพื่อนมีคู่นอนคนเดียวกัน (คู่นอนมีเชื้อ HIV มาก่อน เพื่อนได้เสียชีวิตแล้ว)

10) พระเยซูทรงให้ผมได้เที่ยวภาคใต้ 14 จังหวัด ทั้งที่ผมไม่มีคุณสมบัติเหล่านั้น

11) พระเยซูทรงให้ผมเรียนจบ 4 ปี ทั้งที่ผมไปเรียนมั่ง ไม่เรียนมั่ง (เพราะติดเที่ยวและยาเสพติด)

12) พระเยซูทรงให้ผมสมัครงานผ่านทุกที่ ทุกครั้ง ที่ผมบอกพระเยซูสั้น ๆ ว่า "พระเยซูครับ ลูกอยากทำงานที่นี่"

13) พระเยซูทรงดูแลการเงิน แม้กระทั่งหนี้สิน พระเยซูก็จัดสรรช่วงเวลาชดใช้แทนให้ โดยที่ผมไม่เคยขาดเงินใช้

14) พระเยซูทรงมอบรถยนต์ให้ผมฟรี ๆ โดยไม่ต้องซื้อ

15) พระเยซูทรงมอบสภาพแวดล้อมใหม่ให้กับผม เพียงแค่ผมบอกพระเยซูสั้น ๆ ว่า "พระเยซูครับ ลูกเบื่อกรุงเทพ"

16) พระเยซูทรงให้บ้านอย่างที่ต้องการโดยที่ไม่ต้องมีภาระ

17) พระเยซูเปลี่ยนอาชีพให้ผมตามที่ผมขอ ทั้งที่ผมจบรัฐศาสตร์ แต่ซีพีรับผมไปเป็นโปรแกรมเมอร์ และเกรดผมต่ำกว่า 2.50 อีกด้วย

18) พระเยซูทรงรักษาโรค OCD ของผม (พระองค์มอบให้แล้วก็เอากลับไป ด้วยจุดประสงค์ชัดเจน)

19) พระเยซูตอบคำขอทางโลกของผม เช่น อยากได้มือถือ, อยากได้โน๊ตบุ๊ค, อยากได้คอมพิวเตอร์, อยากเที่ยว ฯลฯ

20) พระเยซูยอมรับที่ผมเป็นเกย์ และ พระองค์ทรงปกป้องผมจากบาปของเกย์

21) พระเยซูมอบแต่เพื่อนที่ดี และ ขจัดเพื่อนที่ไม่ดีออกจากชีวิตผม โดยที่ไม่ต้องออกแรงมากและมีปัญหาภายหลัง

22) พระเยซูทรงปกป้องผมจากไสยศาสตร์ และผีชั่วร้าย

23) พระเยซูทรงช่วยผมจากภาวะใกล้ตายเพราะดื่มเหล้ามาก และยังได้พบพระองค์ในนิมิตอีกด้วย

24) พระเยซูทรงเผยนิมิตในความฝันถึงวันสุดท้ายของโลกให้ผมเป็นระยะ เพื่อเตือนจิตใจให้พร้อมรับ

 

ในแต่ละพระพรนั้น เป็นพระคุณซ้อนพระคุณ และมีพระพรปลีกย่อยอีกมากมายที่บอกได้ไม่หมด ที่ไม่ใช่แค่ 24 ข้อข้างต้นที่ผมได้รับจากพระเยซูคริสต์ครับ 

ทั้งที่จริงผมเป็นคนเลวเต็มกระบอกสูบมากเสียยิ่งกว่าของเน่าที่น่าสะอิดสะเอียน แต่พระองค์ทรงซื่อสัตย์ต่อพระวาจาและการกระทำของพระองค์ ที่เคยเกิดขึ้นเมื่อ 2,000 กว่าปีมาแล้ว พระเยซูทรงรัก เมตตา สงสาร ปกป้องชีวิตหญิงโสเภณีผู้บาปหนักและต้องถูกโทษให้โดนหินขว้างจนตายให้ได้รับชีวิตใหม่และการอภัยจนหมดสิ้น ผ่านมา 2,000 กว่าปี พระองค์ก็ทรงทำเช่นนั้นเสมอมา แม้แต่กับคนเลวต่ำช้าที่แม้โลกนี้ก็ยังไม่ต้องการ

เช่นนั้น, คนเลวเช่นผม ก็ยังคงได้รับความรัก การชี้นำ พระพรจากพระเยซูเสมอมา และของขวัญ (อาจ) ชิ้นสุดท้ายแล้วของผมที่จะได้รับในเวลานี้  ก็คือ 'เวลา' ครับ 

ผมขอยืนยันด้วยเกียรติของผมว่า ชีวิตของผมที่เป็นอยู่ในปัจจุบันนั้น คือ สิ่งที่ผมได้พยายามขอมาตลอดชีวิต และพระองค์ก็จัดเตรียมสิ่งเหล่านี้ไว้ให้แก่ผม จนเป็นจริงทุกประการ ไม่ให้มีมากจนหลงระเริง และ ไม่ให้มีน้อยจนขาดแคลน  ผมมีพอควรแก่การดำรงชีพ คือ

1) มีอาชีพอิสระไม่ต้องเป็นลูกจ้างใคร เพราะผมต้องการเวลาเป็นของผม
2) มีปัจจัยสี่เพียงพอ คือ เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัย อาหาร และ ยารักษาโรค และ พระองค์ยังให้ปัจจัยเลยสี่มาอีกด้วย
3) พระองค์ให้ผมมาอยู่ในที่ที่อากาศดี ไม่วุ่นวาย สงบ เพราะผมเป็นคนชอบอ่านและเขียน
4) พระองค์ให้ผมมาอยู่่ในที่ที่ผมได้อยู่ร่วมกับพี่น้องในพระคริสต์ เพราะผมอยากมีสันติสุขในชีวิต
5) ได้ไปเที่ยวต่างประเทศ เพราะผมอยากเห็นสิ่งสร้างของพระองค์ในที่อื่น ๆ นอกเหนือจากประเทศไทย
6) โปรดให้สัญญาณแก่ผม เมื่อพระองค์จะทรงอนุญาตให้ความตายเกิดขึ้นกับร่างกายของผม

จิตวิญญาณของผมสัมผัสได้ว่า บัดนี้อาจถึงเวลาอันเหมาะสมแล้ว ที่พระสัญญาต่อคำขอที่เหลือของผมนี้จะต้องเกิดขึ้นในอนาคต เพราะแม้ตอนนี้จะไม่มีความเจ็บปวดอะไรมากนัก แต่ร่างกายของผมก็ผ่ายผอมลงทุกวัน   'เนื้องอก' ก้อนนี้อาจเป็นของขวัญชิ้นสุดท้ายที่พระองค์มอบให้ตามพระสัญญา เพื่อเป็น 'สัญญาณแห่งกาลเวลา' เตือนใจให้ผมได้พร้อมเผชิญกับความตายที่พระองค์จะทรงอนุญาตให้เกิดขึ้นในอนาึคตข้างหน้า

ในเมื่อผมไม่ได้ใช้ชีวิตเดินคนเดียวเพียงลำพังบนโลกนี้ ผมมีพระเยซูคริสต์ก้าวนำและค้ำจุนผมในทุกย่างก้าวของชีวิต แม้สายตามนุษย์จะเสื่อมลงจนมองพระองค์ไม่เห็นด้วยตาเปล่า แต่จิตวิญญาณของผมรับรู้ถึงทุกสิ่งที่พระองค์ทรงไขแสดง ผมไม่กลัวอะไรอีกแล้ว (ยกเว้นแต่ความทรมานในช่วงสุดท้ายของชีวิต) เพราะเบื้องหลังของร่างกายธุลีดินนี้ มีจิตวิญญาณและโลกอีกฟากรอผมอยู่แน่นอน ตลอด 35 ปีบนโลกนี้พระองค์ได้เคี่ยวเข็ญและสอนผมมาตลอดชีวิตจนมั่นใจแล้วว่า 'อย่าได้กลัวเลย พระเยซูพระองค์นี้ ทรงมีพระชนม์ชีพและดำรงอยู่จริงแท้ ผมปฏิเสธต่อโลกนี้ไม่ได้เลยว่า พระเยซูคริสต์ยังทรงพระชนม์อยู่จริงๆ'   ณ เวลานี้ สำหรับผม มันจึงเปล่าประโยชน์ที่จะต้องพยายามรักษาร่างกายเอาไว้อีกต่อไปครับ

ผมจะเป็นกระบอกเสียงของฟ้าสวรรค์ไปจนวาระสุดท้ายของผมให้ผู้คนได้เข้ามาสัมผัสกับความรักอันมั่นคงและแสนงดงามของพระเยซูคริสต์ พระเจ้าผู้ทรงพระชนม์อยู่จริง พระองค์รอคอยที่จะโอบกอดและสอนให้เราก้าวเข้าไปถึง 'ความจริง' และจะเผยรหัสลับที่ซ่อนและซ้อนอยู่ในธรรมะและปรัชญาของโลกนี้ให้เราได้เข้าใจ

คำขอสุดท้ายของผมจริง ๆ ซึ่งจะขอต่อพระเยซูในวันสุดท้ายเท่าที่สติจะมี คือ 'ขอทรงโปรดบรรเทาความทรมานจากการจะสิ้นลมหายใจ และโปรดทรงอภัยบาปทั้งมวลที่ติดตัวลูกอยู่ด้วยพระโลหิตของพระองค์ และ โปรดรับจิตวิญญาณของลูกไปยังที่ดินแดนฟ้าสวรรค์ แม้จะได้อยู่ปลายขอบดินแดน ลูกก็พอใจครับ'

 

นายแทม ดอทคอม


-
ลูกมั่นใจว่าพระองค์จะมารับลูกในวันสุดท้ายของชีวิตเพื่อเดินทางไปกับพระองค์

 

แชร์ 19 แชร์ 18 แชร์ 18
กดขอบคุณพระเจ้ารับ 1 คะแนน

กดชอบเป็นคนแรก
นักเขียน

การแบ่งภาคพระคัมภีร์ไบเบิล

ตามความเชื่อของคริสตชน องค์พระเยซูเจ้า ถือเป็นศูนย์กลางของประวัติศาสตร์แห่งความร

คอมพิวเตอร์รวน เพราะวันที่หายไปในพระคัมภีร์ เรื่องพิศวงที่ท้าทายวิทยาศาสตร์

พวกเขาใช้คอมพิวเตอร์คำนวณค่าโดย ให้มันคำนวณ ทั้งแบบ เดินหน้า และถอยหลังตลอด ทุกศ

ชีวิตคนเราเป็นสิ่งที่ไม่แน่นอน” โดยเรืองศักดิ์ ลอยชูศักดิ์ (เจมส์)

ผมขอขอบคุณพระเจ้า พระองค์ทรงเป็นพระเจ้าที่สัตย์ซื่อและเที่ยงธรรม พระองค์ก็ทรงรัก

ประสบการณ์จริง : ไม่มีวิญญาณใดที่ร้องขอความเมตตาจากเราแล้วจะผิดหวัง

นี่เป็นเรื่องราวที่น่าทึ่งเกี่ยวกับความเกลียดชัง การเข่นฆ่าอย่างป่าเถื่อน ความ

☆การกลับคืนชีพของพระเยซูคริสต์☆ถ้าไม่เชื่อเรื่องนี้ ความเชื่ออื่นก็ไร้ประโยชน์☆ ตอนที่ 3

ถ้าใครจะฉลาดหาเหตุผลทางสังคมร้อยแปดพันเก้ามายัดให้ ก็ไม่มีอะไรที่มีน้ำหนักพอ นอก

☆การกลับคืนชีพของพระเยซูคริสต์☆ถ้าไม่เชื่อเรื่องนี้ ความเชื่ออื่นก็ไร้ประโยชน์☆ ตอนที่ 4

ดังนั้นคริสตชนคนใด ทำดีแค่ไหน อ้างว่าเชื่ออย่างไร แต่กลับไม่ยอมเชื่อเรื่องการกลั

มูลค่าราคาของปาฏิหารย์ในพระคริสต์เท่าไหร่กัน ?

หนูน้อย .. ที่นี่เราไม่มีปาฏิหาริย์ขายหรอกนะ และถ้ามีขายจริง ๆ มันคงราคาแพงมากเล

โฮโมเซ็กช่วลกับคำสอนของพระศาสนจักรคาทอลิก ตอนที่ 2

ความสนใจในเพศเดียวกัน มิใช่สิ่งที่บุคคลสามารถเลือกเองได้ " บางคนพบว่าความสนใจในเ

พระเมตตา โลหิต น้ำพุแห่งชีวิต ผู้เจ็บป่วย ใกล้ตาย จงมาหาพระองค์ พระองค์สัญญาที่จะให้ท่านได้รับการบรรเทาและความรอด

พระเมตตาของพระเป็นเจ้า "จงบอกมนุษยชาติที่กำลังเจ็บป่วยให้เข้ามาอยู่ใกล้หัวใจอัน

คนที่ไม่เชื่อเรื่องนี้ เพราะตั้งเป้าไว้ว่าพระเยซูเป็นแค่มนุษย์

พระองค์พอพระทัยคนที่ไม่ต้องเห้นอัศจรรย์แล้วค่อยมาเชื่อ ถ้าคิดแบบคุณ แสดงว่า พระเ

เรื่องเกี่ยวข้องจากโซเชียล

facebook-logo-svgrepo-com.svg
facebook-logo-svgrepo-com.svg
facebook-logo-svgrepo-com.svg
facebook-logo-svgrepo-com.svg
facebook-logo-svgrepo-com.svg
facebook-logo-svgrepo-com.svg
facebook-logo-svgrepo-com.svg